ระเบียบการการตีพิมพ์และเผยแพร่

บียบการการตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิชาการ                                               เอกสารดาวน์โหลด

ารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต         

              วารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการในลักษณะบทนิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) นิพนธ์ปริทัศน์ (Review Article) ในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดพิมพเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ
(ฉบับแรก เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน และฉบับที่สอง เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม) ทั้งนี้ บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ประกอบด้วย บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)

              ลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ห้ามผู้ใดนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นอกจากนี้ เนื้อหาที่ปรากฎในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์

กระบวนการดำเนินงาน

  1. กองบรรณาธิการเปิดรับต้นฉบับระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม
  2. กองบรรณาธิการประชุมเพื่อพิจารณาความสอดคล้องของต้นฉบับกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง รวมถึงตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องในการจัดรูปแบบตามเกณฑ์ของวารสาร และคุณภาพทางด้านวิชาการ
  3. กองบรรณาธิการออกหนังสือไปยังผู้เขียน ในกรณีปฏิเสธการตีพิมพ์ต้นฉบับที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทางวารสารกำหนด และในกรณีต้นฉบับผ่านการพิจารณา กองบรรณาธิการจะออกหนังสือแจ้งการดำเนินการส่งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่ออ่านประเมินต้นฉบับไปยังผู้เขียน
  4. กองบรรณาธิการดำเนินการจัดส่งต้นฉบับที่ผ่านการพิจารณาไปยังผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในรูปแบบที่ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่รู้จักกัน (Double-blinded Review) เพื่อทำการอ่านประเมินจำนวน 2 ท่าน โดยหากผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ใน 2 ท่าน พิจารณาว่า ไม่เหมาะสมที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ จึงจะทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิท่านที่ 3 เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ต้นฉบับที่จะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ต้องผ่านการพิจารณาเห็นควรเหมาะสมให้ตีพิมพ์เผยแพร่โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน
  5. กองบรรณาธิการสรุปผลการประเมินคุณภาพต้นฉบับของผู้ทรงคุณวุฒิและจัดส่งไปยังผู้เขียน เพื่อให้ดำเนินการแก้ไข โดยให้ส่งต้นฉบับที่แก้ไขเรียบร้อยแล้วพร้อมชี้แจงการแก้ไขในตารางที่กำหนดให้มายังกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของการเขียนต้นฉบับตามรูปแบบและการอ้างอิงตามที่วารสารกำหนด
  6. กองบรรณาธิการตรวจสอบความถูกต้องของการแก้ไขเนื้อหาตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความถูกต้องของการเขียนต้นฉบับและการอ้างอิงตามรูปแบบที่วารสารกำหนด
  7. กองบรรณาธิการออกหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ พร้อมต้นฉบับบทความที่มีตราประทับของารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมืองทุกหน้า
  8. กองบรรณาธิการดำเนินการรวบรวมต้นฉบับที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง และตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดส่งโรงพิมพ์เพื่อจัดทำวารสารฉบับร่าง
  9. กองบรรณาธิการรับวารสารฉบับร่างที่จัดรูปเล่มเสร็จเรียบร้อยแล้วจากโรงพิมพ์ และตรวจสอบความถูกต้องก่อนทำการเผยแพร่
  10. กองบรรณาธิการรับเล่มวารสารที่ตีพิมพ์เรียบร้อยแล้วจากโรงพิมพ์ และทำการตรวจสอบความถูกต้องของวารสารก่อนทำการเผยแพร่โดยระบุสถานะวารสารที่ตีพิมพ์แล้ว (Published) พร้อมทั้งจัดส่งวารสารฉบับตีพิมพ์ดังกล่าวให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียน และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์

รายชื่อและที่อยู่ของกองบรรณาธิการ

            บรรณาธิการ

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ              มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

            ผู้ช่วยบรรณาธิการ

              ดร.บูชิตา สังแก้ว              มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

            กองบรรณาธิการ

              ศาสตราจารย์ ดร.จรัล มะลูลีม                           มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

              ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ                       สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

              ศาสตราจารย์ ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

              ศาสตราจารย์พิเศษสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล

              รองศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ ประเสริฐศรี

              ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรินทร์ สวนแก้ว

              ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์                 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

              ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรธนา เทพจิต                    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เกณฑ์ในการพิจารณาตีพิมพ์

  1. ต้นฉบับมีชื่อเรื่องกระชับ ทันสมัย น่าสนใจ
  2. เนื้อหาของต้นฉบับมีคุณภาพตามหลักวิชาการในสาขาวิชานั้นๆ และประกอบด้วยองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
  3. เนื้อหาของต้นฉบับมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
  4. ต้นฉบับที่ส่งมาเพื่อขอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดวารสารหนึ่งมาก่อน หรือไม่อยู่ในระหว่างการเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารอื่น
  5. เนื้อหาในต้นฉบับทั้งหมดควรเกิดจากการสังเคราะห์โดยผู้เขียนเอง ไม่ได้คัดลอกหรือตัดทอนมาจากผลงานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือปราศจากการอ้างอิงที่เหมาะสม
  6. ผู้เขียนต้องเขียนต้นฉบับตามรูปแบบที่วารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง กำหนดเท่านั้น
  7. ผลการประเมินต้นฉบับ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
    • ตีพิมพ์เผยแพร่โดยไม่มีการแก้ไข
    • แก้ไขก่อนตีพิมพ์เผยแพร่
    • ไม่ควรตีพิมพ์เผยแพร่

ในการตอบรับการตีพิมพ์ (Accepted) ต้นฉบับในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง บทความดังกล่าวอย่างน้อยจะต้องได้รับการประเมินในระดับ “แก้ไขก่อนตีพิมพ์เผยแพร่” จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน เท่านั้น

ระเบียบการเขียนต้นฉบับ

              กองบรรณาธิการวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้กำหนดระเบียบการเขียนต้นฉบับ เพื่อให้ผู้เขียนยึดเป็นแนวทางในการดำเนินการสำหรับเตรียมต้นฉบับเพื่อขอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. การจัดรูปแบบ
  • ขนาดของต้นฉบับ พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษขนาด A4 โดยกำหนดค่าความกว้าง 27 นิ้ว ความสูง 10.69 นิ้ว และเว้นระยะห่างระหว่างขอบกระดาษด้านบนและซ้ายมือ 1.5 นิ้ว ด้านล่างและขวามือ 1 นิ้ว
  • รูปแบบอักษรและการจัดวางตำแหน่ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้รูปแบบอักษร TH Sarabun New ทั้งเอกสาร พิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด (MS Word) โดยใช้ขนาด ชนิดของตัวอักษร รวมทั้งการจัดวางตำแหน่ง ดังนี้

              1.2.1 หัวกระดาษ ประกอบด้วย เลขหน้าขนาด 12 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านขวา

              1.2.2 ชื่อเรื่อง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาด 16 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษ ความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด

              1.2.3 ชื่อผู้เขียน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษใต้ชื่อเรื่อง ทั้งนี้ให้ใส่เครื่องหมายดอกจัน (*)
              กำหนดเป็นตัวยกกำกับท้ายนามสกุลของผู้ประสานงานหลัก พร้อมระบุ e-Mail

              1.2.4 ที่อยู่หรือหน่วยงานสังกัดของผู้เขียน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษใต้ชื่อผู้เขียน
              กรณีคณะผู้เขียนมีหน่วยงานหรือสังกัดที่ต่างกัน ให้ใส่ตัวเลข 1 และ 2 กำหนดเป็นตัวยกกำกับท้ายนามสกุลผู้เขียนแต่ละท่าน และตัวยกกำกับด้านหน้า
              หน่วยงานหรือสังกัด ตามลำดับ

              1.2.5 หัวข้อบทคัดย่อภาษาไทย ขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้หน่วยงานหรือสังกัดของผู้เขียน เนื้อหาบทคัดย่อไทยขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา
              จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน

              1.2.6 หัวข้อคำสำคัญภาษาไทย ขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้บทคัดย่อภาษาไทย เนื้อหาภาษาไทยขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา ไม่เกิน 5 คำ
              เว้นระหว่างคำด้วยการเคาะ 2 ครั้ง

              1.2.7 หัวข้อบทคัดย่อภาษาอังกฤษ ขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้คำสำคัญภาษาไทย เนื้อหาบทคัดย่อภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา
              จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน

              1.2.8 หัวข้อคำสำคัญภาษาอังกฤษ ขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้บทคัดย่อภาษาอังกฤษ เนื้อหาภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา
              ไม่เกิน 5 คำ เว้นระหว่างคำด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)

              1.2.9 หัวข้อหลักภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 14 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษ ด้านซ้าย

              1.2.10 หัวข้อย่อยภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 14 ชนิดตัวหนา เว้น 1 Tab จากอักษรตัวแรกของหัวข้อเรื่อง

              1.2.11 เนื้อหาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน

              1.2.12 อ้างอิง (References) หัวข้อภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวหนา ชิดขอบซ้าย เนื้อหาภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่งชื่อผู้เขียน
              ชิดขอบซ้าย หากยาวเกิน 1 บรรทัด ให้เว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน ขึ้นต้นด้วยรายการอ้างอิงเอกสารภาษาอังกฤษก่อนและตามด้วย
              รายการอ้างอิงเอกสารภาษาไทย

  • จำนวนหน้า บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 15 หน้ากระดาษ A4
  • ผู้เขียนสามารถดูตัวอย่างการจัดรูปแบบบทความตามที่แสดงใน Web Site ของวารสารฯ
  1. การเขียนอ้างอิง

              การอ้างอิงเอกสารให้เขียนอ้างอิงตามรูปแบบ APA (American Psychological Association)

  1. ลำดับหัวข้อในการเขียนต้นฉบับบทความวิจัย (Research Article)

              บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยจากรายงานการวิจัยทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์
หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เขียนได้ทำการปรับการเรียบเรียงเนื้อหาให้มีความกระชับ ง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจ และนำเสนออย่างอย่างเป็นระบบ
ตามรูปแบบที่วารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมืองกำหนด

              ทั้งนี้ การเขียนต้นฉบับกำหนดให้ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ในกรณีเขียนเป็นภาษาไทย ควรแปลคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำเฉพาะที่แปลไม่ได้หรือแปลแล้วไม่ได้ความหมายชัดเจนให้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ และควรใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน หากใช้คำย่อต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน โดยเนื้อหาต้องเรียงลำดับตามหัวข้อดังนี้

              3.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้น และกะทัดรัด ความยาวไม่ควรเกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
              โดยให้นำชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นก่อน

              3.2 ชื่อผู้เขียน เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากเกิน 6 คนให้เขียนเฉพาะคนแรกแล้วต่อท้ายด้วย “และคณะ”

              3.3 ที่อยู่หรือหน่วยงานสังกัดของผู้เขียน ที่ผู้เขียนทำงานวิจัยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

              3.4 บทคัดย่อ เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียนสรุปเฉพาะสาระสำคัญของเรื่อง อ่านแล้วเข้าใจง่าย ความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15 บรรทัด
              โดยให้นำบทคัดย่อภาษาไทยขึ้นก่อน ทั้งนี้ บทคัดย่อภาษาไทยกับบทคัดย่อภาษาอังกฤษต้องมีเนื้อหาตรงกัน

              3.5 คำสำคัญ (Keywords) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อท้ายบทคัดย่อ และ Abstract ไม่เกิน 5 คำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหาเอกสารที่มีชื่อเรื่อง
              ประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัย

              3.6 บทนำ เป็นส่วนของเนื้อหาที่บอกความเป็นมา และเหตุผลนำไปสู่การศึกษาวิจัย และควรอ้างอิงงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

              3.7 วัตถุประสงค์ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา

              3.8 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงรายละเอียดของแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการทำการวิจัย

              3.9 ระเบียบวิธีวิจัย ควรอธิบายวิธีดำเนินการวิจัย โดยกล่าวถึงประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง และที่มาของกลุ่มตัวอย่าง)
              การสร้างและพัฒนาคุณภาพเครื่องมือ การเก็บและรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล

              3.10 ผลการวิจัย เป็นการเสนอสิ่งที่ได้จากการวิจัยเป็นลำดับ อาจแสดงด้วยตาราง กราฟ แผนภาพประกอบการอธิบาย ทั้งนี้ ถ้าแสดงด้วยตาราง ควรเป็นตารางแบบไม่มีเส้น
              ขอบตารางด้านซ้ายและขวา หัวตารางแบบธรรมดาไม่มีสี ตารางควรมีเฉพาะที่จำเป็น ไม่ควรมีเกิน 5 ตาราง สำหรับรูปภาพประกอบควรเป็นรูปภาพขาว-ดำที่ชัดเจน
              และมีคำบรรยายใต้รูป กรณีที่ผู้เขียนต้นฉบับประสงค์จะใช้ภาพสีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว

              3.11 อภิปรายผล ควรมีการอภิปรายผลการวิจัยว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เพียงใด และควรอ้างทฤษฎีหรือเปรียบเทียบการทดลองของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องประกอบ
              เพื่อให้ผู้อ่านเห็นด้วยตามหลักการหรือคัดค้านทฤษฎีที่มีอยู่เดิม

              3.12 ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับงานวิจัยควรเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง หรือข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต

              3.13 เอกสารอ้างอิง ระบุรายการเอกสารการอ้างอิงที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า โดยใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบ APA (American Psychological Association)

4. ลำดับหัวข้อในการเขียนต้นฉบับบทความวิชาการ (Academic Article)

              บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนเน้นการนำเสนอเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์
หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในความสนใจของผู้เขียนหรือของสังคม เป็นเรื่องที่เป็นความรู้ใหม่ โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประมวล
องค์ความรู้จากข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ แล้วนำมาเสนอในรูปแบบของบทความ

              ทั้งนี้ การเขียนต้นฉบับกำหนดให้ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ในกรณีเขียนเป็นภาษาไทย ควรแปลคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำเฉพาะที่แปลไม่ได้หรือแปลแล้วไม่ได้ความหมายชัดเจนให้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ และควรใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน หากใช้คำย่อต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน โดยเนื้อหาต้องเรียงลำดับตามหัวข้อดังนี้

              4.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้น และกะทัดรัด ความยาวไม่ควรเกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยให้นำชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นก่อน

              4.2 ชื่อผู้เขียน เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากเกิน 6 คนให้เขียนเฉพาะคนแรกแล้วต่อท้ายด้วย “และคณะ”

              4.3 ที่อยู่หรือหน่วยงานสังกัดของผู้เขียน ที่ผู้เขียนทำงานวิจัยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

              4.4 บทคัดย่อ เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียนสรุปเฉพาะสาระสำคัญของเรื่อง อ่านแล้วเข้าใจง่าย
              ความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15 บรรทัด โดยให้นำบทคัดย่อภาษาไทยขึ้นก่อน ทั้งนี้ บทคัดย่อภาษาไทยกับบทคัดย่อภาษาอังกฤษต้องมีเนื้อหาตรงกัน

              4.5 คำสำคัญ (Keywords) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อท้ายบทคัดย่อ และ Abstract ไม่เกิน 4 คำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหา
              เอกสารที่มีชื่อเรื่องประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัย

              4.6 บทนำ เป็นส่วนของเนื้อหาที่บอกความเป็นมา ความสำคัญของเนื้อหาบทความ และเป็นการเกริ่นนำเนื้อหาของบทความในภาพรวม

              4.7 เนื้อหา เป็นการอธิบายเนื้อหาของบทความทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอ การวิพากษ์วิจารณ์
              การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเรียบเรียงเนื้อหาอย่างมีตรรกะ โดยอาจจะแบ่งเนื้อหาเป็นประเด็นหลักและประเด็นย่อย

              4.8 บทวิเคราะห์หรือวิจารณ์ เป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์หรือวิจารณ์ของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ

              4.9 ข้อเสนอแนะ เป็นการให้ความคิดเห็นที่เป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ

              4.10 บทสรุป เป็นการสรุปประเด็นจากเนื้อหาบทความ

  1. ลำดับหัวข้อในการเขียนต้นฉบับบทความปริทัศน์ (Review Article)

              บทความปริทัศน์ (Review Article) เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนทำการทบทวนสถานภาพองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้เห็นการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาการขององค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ เหล่านั้น และสรุปเนื้อหาตามกรอบแนวคิดของผู้เขียน ซึ่งมีความสมบูรณ์ของเนื้อหาทั้งในด้านของความครอบคลุม ความลึกซึ้ง และความทันสมัย อันจะนำไปสู่การเผยแพร่องค์ความรู้และกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์องค์ความรู้เหล่านั้นต่อไป

              ทั้งนี้ การเขียนต้นฉบับกำหนดให้ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ในกรณีเขียนเป็นภาษาไทย ควรแปลคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำเฉพาะที่แปลไม่ได้หรือแปลแล้วไม่ได้ความหมายชัดเจนให้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ และควรใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน หากใช้คำย่อต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน โดยเนื้อหาต้องเรียงลำดับตามหัวข้อดังนี้

              5.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้น และกะทัดรัด ความยาวไม่ควรเกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องต้องมีทั้งภาษาไทย
              และภาษาอังกฤษ โดยให้นำชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นก่อน

              5.2 ชื่อผู้เขียน เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากเกิน 6 คนให้เขียนเฉพาะคนแรกแล้วต่อท้ายด้วย “และคณะ”

              5.3 ที่อยู่หรือหน่วยงานสังกัดของผู้เขียน ที่ผู้เขียนทำงานวิจัยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

              5.4 บทคัดย่อ เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียนสรุปเฉพาะสาระสำคัญของเรื่อง อ่านแล้วเข้าใจง่ความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15 บรรทัด โดยให้นำ
              บทคัดย่อภาษาไทยขึ้นก่อน ทั้งนี้ บทคัดย่อภาษาไทยกับบทคัดย่อภาษาอังกฤษต้องมีเนื้อหาตรงกัน

              5.5 คำสำคัญ (Keywords) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อท้ายบทคัดย่อ และ Abstract ไม่เกิน 4 คำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหาเอกสารที่มี
              ชื่อเรื่องประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัย

              5.6 บทนำ เป็นส่วนของเนื้อหาที่บอกความเป็นมา ความสำคัญของเนื้อหาบทความ และเป็นการเกริ่นนำเนื้อหาของบทความในภาพรวม

              5.7 เนื้อหา เป็นการอธิบายเนื้อหาของบทความทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอ การวิพากษ์วิจารณ์ การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
              และเรียบเรียงเนื้อหาอย่างมีตรรกะ โดยอาจจะแบ่งเนื้อหาเป็นประเด็นหลักและประเด็นย่อย

              5.8 บทวิเคราะห์หรือวิจารณ์ เป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์หรือวิจารณ์ของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ

              5.9 ข้อเสนอแนะ เป็นการให้ความคิดเห็นที่เป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ

              5.10 บทสรุป เป็นการสรุปประเด็นจากเนื้อหาบทความ

  1. ลำดับหัวข้อในการเขียนต้นฉบับบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)

              เป็นบทความที่วิพากษ์ วิจารณ์ เนื้อหาสาระและ/หรือคุณค่าของหนังสือ โดยผู้เขียนต้องวิพากษ์ วิจารณ์บทพื้นฐานของหลักวิชาการ เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ บทวิจารณ์หนังสือจะต้องมีระบุรายละเอียดของหนังสือ ประกอบด้วย ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิพม์ ครั้งที่พิมพ์ จำนวนหน้า

การส่งต้นฉบับ

  1. เขียนต้นฉบับตามระเบียบการเขียนต้นฉบับ วารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
  2. ส่งต้นฉบับจำนวน 3 ชุด และแบบฟอร์มการยื่นต้นฉบับเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ส่งด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่

 

 

กองบรรณาธิการวารสารวิชาการโรงเรียนกฎหมายและการเมือง

โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

เลขที่ 295 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต

กรุงเทพมหานคร 10300

 

 

 

Copyright © 2018. All rights reserved.